"If you're going to San Francisco, Be sure to wear some flowers in your hair"

คำประกาศแรกจากบทเพลง San Francisco โดย Scott McKenzie " ถ้าหากว่าท่านจะมาเยือนมหานคร แซน แฟรนซิสโก ขอได้โปรดอย่าลืมทัดดอกไม้มาด้วย" เพราะดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนโยน เป็นสุนทรียะโดยธรรมชาติ

หนุ่มสาว ผม เครา ยาวรุงรัง สวมเสื้อเชิ้ต โทนเดียวหรือหลากสีสัน นุ่งยีนส์ลีไวส์ คาดเอวด้วยเข็มขัดม็อดเส้นโต (Mod, Modernism) กิ่งไม้แห้ง เศษก้อนหิน หรือสิ่งของต่างๆ ประดับเป็นสร้อยคอ หรืออะไรก็ตามโดยไม่ต้องบ่งบอกถึงความหมาย การเดินตีนเปล่าหรือรองเท้าสาน ช่วยให้เกิดการกตัญญูถึงผืนดินที่มองเห็นได้ยากใน เมืองคอนกรีต สื่อถึงความเป็นธรรมชาติ เป็นผู้ยึดเหนี่ยวในความงดงามมากไปกว่าความรุงรัง คือแบบฉบับของ บุปผาชน (Flower children, Flower Generation, Hippie)

หมู่บ้านฮิปปี้ Patty Paulsen and Sunburst Sanctuary

ฮิปปี้, แมรี่เจน (Hippie, Mary&Jane) เกี่ยวข้องกันอย่างไร ?

ถนนสองสายที่ทอดยาวถึงกัน Haight และ Ashbury ยาวถึงบริเวณสวนสาธารณะโกลเด้นเกท เป็นหมุดหมายปลายทางของเหล่าฮิปปี้ จากทั่วยุโรปตะวันตกและอเมริกา ถ้าจะเริ่มพูดถึงความเป็นมาของ ฮิปปี้ ก็ต้องเข้าคำนิยามความหมายก่อน

คำว่า Hippie สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า Hip เป็นชื่อของการเข้าจังหวะเต้นรำ ต่อมาจึงกลายเป็นศัพท์ Hippie ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ พอสืบเรื่องราวก็พบว่ามาจากหนังสือรวมเรื่องของนักประพันธ์ชาวอเมริกันนาม Norman Mailer เขาได้อธิบายลักษณะคร่าวๆของชาว Hip ว่า "ถืออารมณ์และความรู้สึกเป็นที่ตั้ง ถือว่าเหตุผลตามแบบที่สังคมกระทำเป็นการฝ่าฝืนธรรมชาติของมนุษย์ และเย้ยหยันเงินทอง"  และ การนิยามเกิดการนิยาม "Turn on, tune in, drop out" โดย Timothy Leary นักจิตวิทยาและนักเขียนชาวอเมริกัน

https://allthatsinteresting.com/a-brief-history-of-hippies

หมายเหตุ* Gypsy, Beatnik และ Hippie แตกต่างกัน แต่ Beatnik และ Hippie มีความคล้ายคลึงกัน แต่ Hippie มีปฏิกิริยาต่อสังคม และเกิดขึ้นตามหลัง

ส่วน คำว่า Mary Jane  เป็นหนึ่งในคำแสลงที่แปลว่า กัญชา มีรากศัพท์มาจาก Marijuana (Mallihuan ภาษา Aztec) ซึ่งเป็นคำเรียกกัญชาในเม็กซิโกตอนกลาง โดยในภาษาสเปนนั้น (Maria Juana) ตัว I ในคำว่า Maria จะออกเสียงคล้ายในภาษาอังกฤษว่า Mary ส่วน Juana เป็นชื่อผู้หญิงในภาษาสเปนที่เทียบเคียงกับภาษาอังกฤษได้ว่า Jane ดังนั้น Mary Jane ก็หมายถึงกัญชา นั่นเอง

แล้วเหตุใด จึงทำให้เกิดวัฒนธรรมร่วมระหว่าง กัญชา และ ฮิปปี้ ?

พวกเขามาจากครอบครัวฐานะต่างๆกัน บางคนเป็นลูกหลานเศรษฐี บางคนเป็นนักกฎหมาย บางคนเป็นนายแพทย์ หรือนักธุรกิจ และในความจริงนั้นบางคนก็มาจากจุดต่ำต้อยของสังคม ในช่วงยุคหลังสงครามเวียดนาม หรือช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เกิดปรากฏการณ์ทางสังคม แนวคิดและการต่อต้านของกลุ่มคนในสังคมอเมริกาหรือประเทศอื่นที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและการปฏิวัติอุตสาหกรรม พูดง่ายๆก็คือ การต่อต้านการพัฒนาในแง่วัตถุ หรือเกิดจากการเบื่อหน่ายที่ทุกอย่างที่ทำให้เกิดสภาวะฟุ้งเฟ้อ จึงได้พยายามความสนใจมาทางวิถีชีวิตทางตะวันออก เช่น ความเรียบง่าย มักน้อย หรือลดการแข่งขัน พวกเขามองตะวันออกในแง่มุมที่เข้าใกล้ความจริงของชีวิต จึงพยามยามเข้าถึงการบรรลุนิพพาน เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจหาได้ในระบบสังคมอุตสาหกรรม และได้อาศัยตัวช่วยในการพาไปสู่มรรคา ดังนั้น การใช้ กัญชา จึงเป็นหนึ่งในบรรดาตัวช่วยที่เรียกว่า ยาจิตว่าง ( นิยาม ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช ) หรือ โอสถลวงจิต ( จดหมายจาก ดร.บรรพต วีระสัย ถึง รงค์ วงสวรรค์) จึงทำให้เกิดจินตภาพโลกใหม่

https://allthatsinteresting.com/a-brief-history-of-hippies

หมายเหตุ* กัญชา และ LSD (Hallucinogenic Drugs) ความเชื่อในการพาไปสู่ความสุขนิรันดร

ดังนั้นจากที่มาดังกล่าว จึงทำให้ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 สังคมในอเมริกาจึงดำเนินวัฒนธรรมสามอย่างไปพร้อมกัน คือ สงคราม ฮิปปี้ และ กัญชา เหตุการณ์ร้อนระอุขึ้นเมื่อในปี 1965 รัฐบาลสหรัฐย้อนกลับมาต่อต้านกัญชา (อเมริกาส่งเสริมการปลูกกัญชาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) เป็นผลให้ ฮิปปี้และเหล่าทหารจากสงครามเวียดนาม ใช้กัญชากันอย่างแพร่หลาย จากชนชั้นล่าง วัฒนธรรมกัญชาถูกยกขึ้นมาสู่ความคลั่งไคล้แก่ชนชั้นกลาง หลากหลายประเทศจึงสั่งให้มีการทำวิจัยเพื่อสนับสนุนว่า กัญชา เป็นภัยทางสังคม แต่ผลที่ได้กลับไม่เป็นดั่งที่เหล่านักการเมืองหวังไว้ เพราะกัญชาไม่ก่อให้เกิดโทษ (จากงานวิจัยของ Woodtan Committee) ) ซึ่งเกิดการรวบรวมและอิงจากข้อสรุปของคณะกรรมการศึกษากัญชาแห่งอินเดีย (Indian Hemp Drugs Committee) การเพิกเฉยข้อสรุปนั้น จึงทำให้ ออก พรบ. ปี 1971 ระบุให้กัญชาเป็นยาเสพติดประเภท B

https://allthatsinteresting.com/a-brief-history-of-hippies

ถึงอย่างไรไม่ว่าจะประกาศหรือกำหนดสิ่งใดออกมา เมื่อหลากหลายประเทศได้ลิ้มรส สรรพคุณของกัญชาแล้ว ก็ยากที่จะปล่อยทิ้งไป โดยเฉพาะ ในปี 1964 วงการแพทย์ได้ค้นพบวิธีสกัด สาร THC ที่ถูกซ่อนอยู่ในกัญชาถูก ดึงออกมาได้ จึงทำให้ผู้คนในประเทศชั้นนำที่ต่างเบื่อการสงครามและการเมืองเริ่มต่อต้านวิถีชีวิตแบบทุนนิยม พวกเขาปฏิเสธสังคมออกมาเดินเป็นฮิปปี้ตามถนน และมี กัญชา เป็น ประตูสู่เสรีภาพและจินตนาการ รวมไปถึงศิลปินแนวหน้าหลายๆกลุ่ม เช่น The Beatle, The Rolling Stones, The Yippies รวมไปถึงศิลปินแดนไกลอย่าง Bob Maley เป็นต้น

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าโลกจะหมุนไปในทิศทางใด ไม่ว่ากัญชาจะพาคุณและผมไปสู่นิพพาน หรือพานพบกับ สันติเสรีภาพได้อย่างไร  

คุณผู้หญิงแมรี่เจน ยังคงหอมหวล อบอวล และงดงาม ต่อข้าพเจ้าเสมอ

Reference

  1. ถอดสรุปบางส่วนจาก หนังสือ หลวงกลิ่นกัญชา ของ คุณ รงค์ วงสวรรค์ และ กัญชาปกรนัม ของ คุณ อัคนี มูลเมฆ
  2. https://www.britannica.com/topic/hippie
  3. https://medium.com/california-countercultures/progression-stubbornness-and-prevalence-of-psychedelic-culture-in-the-hippie-sixties-2f0fa3f6519
  4. https://www.nme.com/news/music/the-rolling-stones-42-1226674
  5. https://allthatsinteresting.com/a-brief-history-of-hippies
  6. https://www.urbandictionary.com/define.php?term=maria juana