องค์การเภสัชกรรม กรมการแพทย์ จับมือสร้างเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิจัย พัฒนา และผลิตสายพันธุ์กัญชาและกัญชง ครบวงจร เน้นพันธุ์ไทยให้ได้มาตรฐานเมดิคัลเกรด เทียบเท่าต่างประเทศ เพื่อรองรับการวิจัยทดลองทางคลินิก และรักษาผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการรักษาด้วยช่องทางพิเศษ หรือ Special Access  Scheme (SAS)

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2562) ที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ผศ.พาวิน มโนชัย รักษาการแทนรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ ดร.สุรพล ใจวงศ์ษา รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กัญชาและกัญชงเพื่อใช้ทางการแพทย์

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า...

"การใช้สกัดกัญชาทางการแพทย์ไม่ใช่เป็นทางเลือกอันดับแรกในการรักษาโรค แต่จะใช้เมื่อรักษาด้วยยาตามมาตรฐานการรักษาแล้วไม่ได้ผล จึงทำให้คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีความต้องการสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ทั้ง THC และ CBD เพิ่มขึ้น ซึ่งสารทั้ง 2 มีอยู่ในต้นกัญชาและกัญชง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้มีน้ำมันสารสกัดที่เพียงพอและมีคุณภาพได้มาตรฐานเกรดทางการแพทย์ (Medical grade) สำหรับนำไปใช้ให้แก่ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการรักษาด้วยช่องทางพิเศษ Special Access  Scheme (SAS) ซึ่งเป็นการรักษาผู้ป่วยและเก็บข้อมูลการวิจัยควบคู่กันไป"

สายพันธุ์กัญชา กัญชง ที่มีการปลูก การเก็บเกี่ยวที่ดี เป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติด้านการเพาะปลูกที่ดี หรือ GAP (Good Agricultural Practice; GAP : Propagation and Cultivation) จะทำให้ได้วัตถุดิบที่ดี มีสารสำคัญเป็นตามมาตรฐาน ปลอดภัยปราศจากสารพิษปนเปื้อนและมีจำนวนที่เพียงพอ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งและต้องดำเนินการแบบครบวงจร ซึ่งกรมการแพทย์ องค์การเภสัชกรรม และสถาบันการศึกษาทั้ง 2 แห่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำที่มีชื่อเสียงและประสบการณ์ด้านการเกษตรของประเทศ จะทำการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ต้นกัญชาและกัญชงโดยเน้นสายพันธุ์ไทย ส่วนสายพันธุ์ลูกผสม(Hybrids) ต้องปรับปรุงพันธุ์ให้ปลูกได้ในสภาพอากาศแบบประเทศไทย ตลอดจนศึกษาสภาพแวดล้อมและระบบการปลูกที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ต้นกัญชาและกัญชงที่มีสัดส่วนสารสำคัญเหมาะสมสามารถใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ โดยผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้ที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง ที่มีแพทย์ที่ผ่านการอบรมและได้หนังสือรับรอบให้สั่งจ่ายน้ำมันกัญชาได้ ซึ่งจะดำเนินการรักษาตามแนวทางของกรมการแพทย์ พร้อมกับบันทึกข้อมูลผลการรักษาเพื่อใช้ประโยชน์ในการขึ้นทะเบียนยาต่อไป

นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า...

"ในการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์โดยไม่ต้องพึงพาต่างประเทศ ประเทศไทยต้องมีการดำเนินการเองอย่างครบวงจร เมื่อได้มีการวิจัย พัฒนากัญชาและกัญชงสายพันธุ์ไทยได้มาตรฐานเกรดทางการแพทย์ และสามารถปลูกได้ในสภาพอากาศของประเทศไทย น่าจะทำให้ต้นทุนของวัตถุดิบต่ำลง องค์การเภสัชกรรม ทำหน้าที่การวิจัยพัฒนา และผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสารสำคัญในกัญชาและกัญชงเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ องค์การได้ร่วมมือกับกรมการแพทย์ทำการศึกษาวิจัย พัฒนา ผลิตภัณฑ์สารสกัดกัญชากับผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ โดยจะเริ่มวิจัยในปลายเดือนกรกฎาคมนี้ และในต้นปี 2563 องค์การฯจะนำกำลังการผลิตส่วนหนึ่งไปผลิตสารสกัดจากวัตถุดิบกัญชาและกัญชงที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์จากการพัฒนาสายพันธุ์และปลูกจากของมหาวิทยาลัย ทั้ง 2 แห่ง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงสารสกัดกัญชาและกัญชงมาตรฐานทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้น และจะได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับมหาวิทยาลัยทั้ง 2 ด้วย นับเป็นความร่วมมือของหน่วยงานในประเทศเพื่อคนไทยได้ใช้กัญชาเกรดทางการแพทย์เทียบเท่าผลิตภัณฑ์ต่างประเทศ"

ผศ.พาวิน มโนชัย รักษาการแทนรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า..

"มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีความพร้อมและได้เตรียมพื้นที่ไว้ในการศึกษา การวิจัยและการผลิตกัญชาและกัญชงเพื่อใช้ทางการแพทย์ ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ขนาดพื้นที่ไม่น้อยกว่า 3,000 ตารางเมตร และมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดแพร่ ขนาดพื้นที่ไม่น้อยกว่า 3,000 ตารางเมตรเช่นกัน โดยทีมวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ทั้งสองแห่งจะร่วมกับนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญจากหลายสถาบัน ดำเนินการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์กัญชาและกัญชงให้ได้ตามมาตราฐานเกรดทางการแพทย์ การผลิตเมล็ดพันธุ์ และวิจัยเปรียบเทียบวิธีการปลูกที่เหมาะสม เพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้กับเกษตรกรต่อไป โดยการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กัญชาและกัญชงจะดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการปลูกในลักษณะโรงเรือนระบบปิด (indoor) การปลูกในแบบเรือนกระจก (green house) และการปลูกกลางแจ้ง (outdoor) ทั้งนี้การดำเนินงานวิจัยและพัฒนาดังกล่าว จะใช้แนวทางของระบบเกษตรอินทรีย์ (organic) เป็นหลักสำคัญในการดำเนินการ เพื่อให้ได้ผลผลิตกัญชาและกัญชงที่มีความปลอดภัย มีคุณภาพและได้มาตราฐานตามที่ทางองค์การเภสัชกรรมกำหนดไว้"

ดร.สุรพล ใจวงศ์ษา รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา กล่าวว่า..

"มหาวิทยาลัยได้เตรียมพื้นที่ไว้ 2 แห่ง คือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ และที่สถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตรของมหาวิทยาลัย ที่จังหวัดลำปาง จำนวน 2,200 ตารางเมตร สำหรับปลูกเพื่อเก็บดอก แห่งละ 1,800 ต้น และสำหรับวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ อีกแห่งละ 200 ต้นโดยในเบื้องต้นจะทำการปลูกสายพันธุ์ไทยภูพานด้ายแดง โดยใช้เมล็ดพันธุ์จากการนิรโทษกรรมและนำไปขยายพันธุ์ต่อ ส่วนการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์จะเน้นพันธุ์ไทยก่อนควบคู่กับพันธุ์ลูกผสม เพื่อศึกษาความเหมาะสมของสายพันธุ์กับสภาพแวดล้อมและระบบการปลูกของประเทศไทย เพื่อให้ได้พืชกัญชาและกัญชงที่มีสัดส่วนสารสำคัญเหมาะสมสามารถใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยต่อไป"

กัญชามี “แคนนาบินอยด์”  ที่มีสารสำคัญ THC และ CBD เป็นสารสำคัญหลัก และยังมีสารอื่นๆ อีกกว่า 400 ชนิด โดยสารสำคัญ THC และ CBD เป็นสารมีสรรพคุณทางการแพทย์หลายประการ  ไม่ใช่เฉพาะพืชกัญชาที่มีสารสำคัญ CBD เท่านั้น แต่ต้นกัญชง ก็มีคุณสมบัติผลิตสาร CBD ที่มีประโยชน์ทางการแพทย์เช่นกัน

นับเป็นข่าวดีของวงการกัญชาไทยเมื่อ 2 สถาบันการศึกษาร่วมวิจัยอย่างเป็นระบบ ส่วนอนาคตจะยังไงรอติดตาม กดไลค์เพจ กัญชาแลปส์ รอไว้ได้เลยครับ ;)

ขอบคุณต้นฉบับข่าวและรูปภาพจาก https://www.cm108.com