“เคยมีความกลัวบ้างหรือเปล่า? หากการเลิกยา จะทำให้คุณสูญเสียความอัจฉริยะไป” Jon Stewart เด็กหนุ่มผู้เอ่ยถามกับ George Carlin ฮีโร่แห่งความสร้างสรรค์ของเขา ในการสัมภาษณ์ในปี 1997

George Carlin

Carlin คือ กบฎในวงการดนตรี ศิลปะ รวมไปถึงการแสดง เขาโลดแล่นอยู่ในวงการในช่วงยุค 60 ผู้ซึ่งออกมาประกาศกร้าวว่า  “ยาแสพย์ติดและเหล้านั้น คือตัวเปิดประตูบานแรกสู่ความรู้ ถึงแม้ว่าจะมีความวิตกกังวลตามมาในภายหลังก็ตาม”

และเช่นเดียวกับเหล่าครีเอทีฟระดับชั้นนำหลายๆคน ทั้งก่อนหน้าและหลังเขา อาทิเช่น Charles Baudelaire, Amedeo Modigliani, Louis Armstrong, และแม้แต่ Steve Jobs, ทุกๆคนต่างใช้กัญชาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เขามักพูดติดตลกว่า "มันจะมีรอยต่อบริเวณระหว่างโลกปกติและโลกของอัจฉริยะ  กัญชาคือการสร้างมูลค่า และสามารถเปิด ประตูแห่งการรับรู้" แต่ทั้งนั้นแล้ว Carlin ก็ไม่ลืมที่จะเตือนเหล่าแฟนคลับ และเพื่อนศิลปินของเขาอีกหลายคนว่า อย่าได้ไปยึดมั่นกับมันมากจนเกินไป

“ผมรู้แล้วว่า การใช้อย่างรอบคอบนั้น จะเกิดคุณค่าในตัวของมันเอง และสิ่งต่างๆเหล่านั้นจะไม่ยอมปล่อยเราทิ้งไว้เพียงลำพัง อย่างแน่นอน”

ทิศทางการเอื้อประโยชน์ต่อความสร้างสรรค์

ตั้งแต่ปลายปี 1990 มีการเปลี่ยนแปลงมากมายในด้าน กฎหมาย วัฒนธรรม และธุรกิจกัญชา จึงเกิดผลให้ แคลิฟอร์เนีย กลายเป็นรัฐแรกของสหรัฐอเมริกา ที่ออกกฎหมายให้ใช้กัญชาเป็นยา และ ข้อมูลในปัจจุบันนั้น สหรัฐอเมริกาหรือพื้นที่ ที่ถูกปกครองโดยอเมริกา สำหรับการใช้กัญชาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจนั้น ได้รับการยอมรับให้ถูกกฎหมายในหลายๆรัฐ และในส่วนของขั้นตอนทางอุตสาหกรรม มีการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ ทั้งเชิงพาณิชย์ การแพทย์ รวมไปถึงการพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อปลดล็อคการเข้าสู่พื้นที่ของความสร้างสรรค์ ทว่าหากพิจารณาถึง ผลกระทบที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์จากกัญชา เราๆมักจะเกิดถามคำถามที่ว่า “สิ่งใด คือ ความสัมพันธ์ระหว่างกัญชากับความคิดสร้างสรรค์ หรือว่า กัญชาสามารถเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ได้หรือหรือไม่?

กัญชา ส่งผลอย่างไร? ต่อความสร้างสรรค์

“คำตอบที่ได้ไม่ใช่ ขาว หรือ ดำ” Dr. Alice Weaver Flaherty นักประสาทวิทยาจาก Massachusetts General Hospital และอาจารย์ที่ Harvard Medical School ผู้เชี่ยวชาญด้านการกระตุ้นสมองในส่วนลึก และด้านความสัมพันธ์ของสมองกับความคิดสร้างสรรค์ จากการวิจัยอย่างละเอียดในเรื่องนี้ Flaherty ได้ข้อสรุปว่า ความสร้างสรรค์นั้นเกิดขึ้นบริเวณที่กลีบสมองส่วนหน้า การค้นพบจากงานวิจัยของ Flaherty ระบุไว้ว่า ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง  จะมีกิจกรรมในส่วนของ กลีบสมองส่วนหน้ามากกว่าผู้ที่มีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ต่ำ และการใช้กัญชานั้นยังสามารถช่วยกระตุ้นสมองส่วนนั้นได้ด้วย

“ กัญชาเป็นยากระตุ้น และสิ่งกระตุ้นส่วนใหญ่นั้น เมื่อเรามองในระยะสั้น ก็สามารถเพิ่มการส่งออกผลลัพธ์ได้ทุกชนิด” แต่ทั้งนั้นในเรื่องความสัมพันธ์นี้ก็ยังมีข้อสังเกตอีกมากมาย ซึ่งล่าสุดงานวิจัยของ Flaherty จึงได้มุ่งเน้นไปที่วิธีการที่ศิลปินใช้ (ไม่ว่าจะเป็นจิตรกร นักเขียน นักดนตรี นักแต่งเพลง หรือวิศวกร) การได้เข้าสู่โซนแห่งการรับรู้ Flaherty กล่าวว่า การที่กัญชามีผลต่อการเพิ่มความสามารถในการสร้างสรรค์ ขึ้นอยู่กับปริมาณและความสามารถในการควบคุมของแต่ละบุคคล  เหมือนทุกสิ่งที่สวยงามมากๆ อาจจะแค่สวยสำหรับบางคนก็ได้  ดังนั้นคนที่พยายามสร้างการกระตุ้นแรงบันดาลใจเพื่อการสร้างสรรค์โดยการใช้ตัวช่วย จึงมักจะไปไกลเกินไปขอบเขต ผลลัพธ์ที่ได้นั้น จึงทำให้บางได้รับ จุดรวมสมาธิ หรือ หลุดกรอบจนเกิดความฟุ้งซ่าน ไปเลยก็ได้

https://www.medicalnewstoday.com/articles/320657.php#1

เธอยังเสริมเพิ่มเติมว่า ผลกระทบของกัญชาต่อสมองกับความสร้างสรรค์นั้น ยังขึ้นอยู่กับตัวบุคลิกของศิลปินที่ได้รับกัญชาด้วย คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่มากมายเหลือล้น พวกเขาอาจจะได้รับประโยชน์ของกัญชามากกว่าคนปกติ หรือการเพิ่มความนิ่งสงบทางสติอารมณ์ คงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้พวกเขาผุดความสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างต่อเนื่องนั่นเอง

การขับเคลื่อนของศิลปิน และ กัญชา

Flaherty ไม่ได้เป็นคนเดียวที่พยายามทำความเข้าใจถึงการเชื่อมโยงของกัญชาและความคิดสร้างสรรค์ ยังมีทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านประสาทวิทยาศาสตร์และอีกหลายๆคนในสาขาวิชา และตัวศิลปินหลายๆคน ก็มีความต้องการที่อยากทราบเกี่ยวกับผลกระทบในหัวข้อนี้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อในงานวิจัยตัวใหม่ที่ได้ศึกษาต่อเนื่อง ได้มีการเพิ่มจำนวนปริมาณโดสกัญชาและเพิ่มสายพันธุ์ให้หลากหลายมากขึ้น รวมไปถึงวิธีการใช้ในรูปแบบต่างๆในการวิจัยชิ้นนี้  

Aaron Lammer นักดนตรีและนักแต่งเพลง (คนเขียนเพลงให้กับ Chance the Rapper และ Bon Iver และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Longform เว็บไซต์ยอดนิยม) Lammer ได้ทุ่มเทอย่างมากในการรวบรวมเหล่า Stoner, ศิลปิน, ผู้เชี่ยวชาญด้านกัญชาเพื่อพูดคุยกันในหัวข้อนี้ ซึ่งในส่วนของการแลกเปลี่ยนนั้นมักจะเริ่มด้วยคำถามง่ายๆว่า “คุณสูบบุหรี่ครั้งแรกเมื่อไหร่?” เพื่อเป็นการเท้าความถึงการเริ่มต้นสูบ เพราะด้วยที่ Lammer อยากรู้ว่าผู้คนทั่วไป ใช้กัญชาแตกต่างกันอย่างไร  เริ่มต้นเมื่อไหร่ จึงได้เกิดการแบ่งปันการรวบรวมข้อมูลการสนทนาทั้งหมดนี้ไว้เป็นฐานข้อมูลความรู้ในระบบเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาไว้บนโลกออนไลน์

Aaron Lammer

บทสนทนาที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลประสบการณ์ต่างๆนั้น ได้เปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับกัญชาในหลายๆเรื่อง ซึ่งส่งอิทธิพลต่อการฝึกฝนพัฒนาด้านศิลปะของใครหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นนวนิยายของ Tao Lin, ภาพยนตร์โดย Benjamin Dickinson, Sebastián Silva หรือบทกวีของ Mira Gonzalez ซึ่งสังเกตได้ว่าการตอบสนองต่อกัญชาในแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไปหลากหลาย จึงสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้กัญชา รวมไปถึงความไม่แน่นอนของปฏิกิริยาในแต่ละช่วงชีวิตของตัวศิลปินเอง เมื่อพูดถึง ความคิดสร้างสรรค์ และ ความคิดสร้างสรรค์จากกัญชา สองสิ่งนี้ย่อมไม่เหมือนกัน Lammer ได้เสนอข้อสะท้อนใจให้เห็นถึงสิ่งที่เขาพบจากการสัมภาษณ์จากผู้เข้าร่วมทั้งหลาย และได้สรุปความคิดรวบยอดว่า  “คนส่วนใหญ่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ จะมีพลัง มีสมาธิ มีประสบการณ์ในการสร้างงานมามาก และพวกเขานั้น ต่างได้ทดลองค้นคว้าด้วยตัวเองมามากจึงรู้ถึงปริมาณการใช้ที่เหมาะสมต่อตนเอง เมื่อใช้กัญชาหรือสิ่งอื่นๆที่พวกเขาคิดว่าสามารถช่วยได้”

กัญชา และ การรังสรรค์ผลงาน

บ่อยครั้ง ที่เรา (ผู้เขียน) ใช้กัญชาในขณะที่ทำงาน ทั้งการเขียนเพลง การทำกีต้าร์แฮนเมด หรือในขณะที่เขียนบทความนี้ด้วย เราได้ข้อสรุปจากภายในว่า กัญชาสามารถช่วยสร้างสรรค์งานในรายละเอียดปลีกย่อยได้ บางทีอาจเป็นแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆ หากแต่ในขณะที่จิตเราโปร่งปกติ เราอาจจะมองข้ามไปรายละเอียดส่วนนั้นไป แต่ในบางครั้งเมื่อเรา High เราก็ไม่สามารถสร้างสรรค์งานได้เช่นกันคงเป็นเพราะปริมาณที่มากเกินไปและสุขภาพของร่างกายในเวลานั้น ซึ่งเป็นการลองผิดลองถูกมาอย่างมาก แต่ในปัจจุบันนั้นมีความสะดวกสบายขึ้น เพราะมี แหล่งรวมข้อมูลเรื่อง Cannabis Effect มากมายบนโลกออนไลน์ จึงทำให้เราๆสามารถเลือกใช้ได้เหมาะสมกับตัวเอง โดยส่วนตัวเราแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้นั้นไปในทิศทางบวกเกือบทุกครั้ง เช่นกันเดียวกับศิลปินหลายๆคนที่ต่างชื่นชอบกลิ่น และ มนต์ขลังของพืชพันธุ์สีเขียวชนิดนี้ และหลายๆคนได้รังสรรค์บทเพลง  ภาพวาด หรือกวี ที่มีต่อกัญชา อาทิเช่น

  • The Beatles เพลง “Got to Get You Into My Life” (1966)
  • Bob Dylan เพลง “Rainy Day Women #12 and 35” (1966)
  • Brewer & Shipley, “One Toke Over the Line” (1970)
  • Black Sabbath, “Sweet Leaf” (1971)
  • Neil Young, “Roll Another Number (for the Road)” (1975)
  • Peter Tosh, “Legalize It” (1976)
  • Rick James, “Mary Jane” (1978)
  • Bob Marley, “Kaya” (1978)
  • The Mighty Diamonds, “Pass the Kouchie” (1981)
  • The Toyes, “Smoke Two Joints” (1983)
  • Cypress Hill, “Hits From the Bong” (1993)
  • Snoop Dogg, “Gin and Juice” (1993)
  • Tom Petty, “You Don’t Know How It Feels” (1994)
  • Redman and Method Man, “How High” (1995)
  • D’Angelo, “Brown Sugar” (1995)
  • Sleep, “Dopesmoker” (1999/2003)
  • Afroman, “Because I Got High” (2000)
  • Amy Winehouse, “Addicted” (2006)
  • Willie Nelson with Snoop Dogg, Kris Kristofferson and Jamey Johnson, “Roll Me Up and Smoke Me When I Die” (2012)
  • Miley Cyrus, “Dooo It!” (2015)
https://www.rollingstone.com/music/music-lists/pot-sounds-the-20-greatest-weed-themed-songs-of-all-time-627951/bob-dylan-rainy-day-women-12-and-35-1966-628011/

ทั้งนี้ยังมีจิตรกรอีกหนึ่งคนที่เราชื่นชอบ หากใครเคยเห็นภาพวาด Study for Head ของ Fred Tomaselli ซึ่งภาพเขียนชิ้นนี้ เป็นการพยักหน้ายอมรับผลกระทบทางจิต Tomaselli ได้อธิบายว่า บางครั้งกัญชาไม่สามารถบรรเทาหรือช่วยเขาได้เลยหากเขาติดอยู่ในบรรยากาศเดิมๆ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่ากัญชานั้น ขาดคุณสมบัติที่ดี เพราะ Tomaselli ใช้กัญชาเพื่อเพิ่มความสงบนิ่งทางอารมณ์ รวมไปถึงการแยกเฉดสีในการเขียนรูปต่างๆ

Study for Head
"กัญชาคือสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่โลกใบนี้ แต่ใยถึงได้กลายเป็นอาชญากรรมในโลกยุคใหม่" (อัคนี มูลเมฆ)

สวัสดีครับ

Reference