"บรรจงพันม้วน ขึ้นลำ ยอด...ชา สูดดึงบางเบา ล่องลอยไป กับ ฉัน
...ชา คือ ความอ่อนไหว รู้แก่ใจว่าผิดบาป
แต่ทว่า กลับเฝ้าส่งฉันในทุกคราว สู่ประตู บานนั้น
และฉัน ...
ฉันสิคนบ้า"

บทกวีท่อนหนึ่ง ที่ถูกขับร้อง ในช่วงท้ายของเพลง "Viper Mad" โดย Sidney Bechet and Rousseau Simmons หนึ่งในผลงานมาตรฐานของดนตรีแจ๊สในช่วงยุค 1920s  จนได้รับฉายาว่า "Virtually a Jazz standard of the Day" และเพลงนี้ยังก็ยังเป็นที่รู้จักกันในนาม "Pleasure Mad" อีกด้วย "Viper Mad" ได้ถูกประพันธ์ขึ้นในปี 1924 โดย Sidney Bechet มีผู้ขับร้องและบรรเลงในหลากหลายเวอร์ชั่น อาทิเช่น Blossom Seeley, Ethel Waters, Maureen Englin ซึ่งต่อมาในปี 1938 Bechet ได้ทำการบันทึกเสียงร้องของตนเองเป็นครั้งแรก ร่วมกับคณะดนตรี Noble Sissle's Orchestra และด้วยความละเมียดละไม ผลงานชิ้นนี้จึงถูกนำไปใช้ประกอบ Sweet and Lowdown ภาพยนต์จากค่าย Woody Allen film อีกด้วย

ผู้หลงใหล และ ผู้สร้างบาดแผล

กัญชา ไม่ใช่ของเล่นชิ้นใหม่ที่ห้อยแขวนตามห้างสรรพสินค้า กล่าวคือ กัญชา ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่แต่อย่างใดในช่วงเวลานั้น (1920s-1930s) มีผลิตภัณฑ์มากมายที่สกัดมาจากกัญชา ที่ถูกขึ้นชั้นวางขายตามร้านขายยาที่หาซื้อได้ทั่วๆไป อาทิเช่น "ทิงเจอร์กัญชา" เป็นต้น ถึงอย่างไร ผู้คนก็ยังไม่คุ้นชินกับการ High ที่มาจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้กันเท่าไหร่ แต่ใช่ว่าจะไม่มีใครสนใจเลย เพราะว่า ยังมีกลุ่มผู้นิยมชมชอบอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเรฟิวจีชาวเม็กซิกัน รวมไปถึงกลุ่มนักดนตรีแจ๊ส ที่นิยมใช้กัญชาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ และสร้างสรรค์ผลงานเพลง หรือรวมไปถึงการส่งต่อความคิด ความสุขแก่ผู้คน

นี่อาจจะเป็นเรื่องราวที่ดีและสวยงามมากๆก็ได้ หากไม่ใช่เพราะชายที่ชื่อ Harry J. Anslinger กรรมาธิการคนแรก ของทีมงาน US Treasury Department’s Federal Bureau of Narcotics (FBN) คือ ผู้ที่สร้างตราบาปให้กับวงการกัญชามาจนถึงทุกวันนี้ Anslinger เขาได้รับบทบาทหลังสามปีให้หลังที่ข้อห้ามเรื่องแอลกอฮอล์ยุติลง (The Prohibition movement 1920-1933) และดูเหมือนเขาจะเริ่มเบื่อหน่ายจนกระทั่ง เขาเบนความสนใจมาที่เรื่อง "กัญชา" ด้วยความที่  Anslinger เป็นกลุ่มเหยียดสีผิวอย่างเปิดเผย เขาจึงมีเป้าหมายบิดเบือนและป้ายสีให้กลุ่มกับ ชนชั้นผิวสี (Black and Brown)ให้กลายเป็น "อาชญากร"
และหนึ่งในคำพูดที่แสดงความน่ารังเกียจของ Anslinger ในขณะที่ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการ คือ “Reefer makes darkies think they’re as good as white men” (กัญชาทำให้พวกมืดคิดว่าตัวเองเก่งพอๆกับคนขาว)

https://www.cannaconnection.com/

Reefer : บุหรี่ยัดไส้กัญชา

ทำไม? ผู้คนถึงยังคงเรียก กัญชา ว่า "The Gage"

"กัญชา คือ ยาเสพติดที่ก่อให้เกิดความรุนแรงอย่างที่สุด ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ พวกเสพย์กัญชาประกอบได้ด้วยพวก นิโกร, ฮิสแปนิก, ฟิลิปปินส์ และ พวกเต้นกินรำกิน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Sanatic(Jazz) หรือ Swing ของพวกนี้ เป็นผลมาจากการใช้กัญชาทั้งสิ้น”

กัญชา จึงต้องได้รับการเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งหมด เนื่องด้วยคำปรามาส ที่ Anslinger ประกาศออกสื่อต่อสาธารณชน จึงทำให้ ชื่อ “Marihuana” ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป และด้วยหลักการอย่างไม่เป็นธรรมต่างๆ ที่เขายกมาอ้างต่อการออกกฎหมาย เพื่อบังคับใช้ ส่งผลให้เกิดการรวมตัวกัน ของกลุ่มผู้ใช้กัญชา ที่เรียกตนเองว่า "Reefer Madness" เหตุผลการรวมตัวกันไม่มีอะไรมากมาย เพียงเพราะสมุนไพรอันเป็นที่รักของพวกเขาได้กลายเป็นยาร้ายไปเสียแล้วนั่นเอง แต่การขับเคลื่อนของ Reefer Madness เป็นไปอย่างยากลำบาก การปราบปรามที่แฝงไปด้วยวัฒนธรรมการเหยียดต่อผู้คนผิวสีหนักหน่วงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดสัญลักษณ์บางอย่าง เพื่อประกาศความชัดเจนและจุดยืนต่อสังคม

https://postalmuseum.si.edu/newyorkcitystampart/p6.html

คือ การยกให้ กัญชา เป็น "The Gage" ซึ่งมีความหมายแฝงอย่างมากมาย อาทิเช่น การประกันตนเอง, ปกป้อง หรือ พิทักษ์รักษา ทั้งยังเป็นการให้ความเคารพและยกย่อง แก่ Jazzy Creators และเหล่า ศิลปิน Street Music ผู้ที่สร้างสีสันอันงดงามแก่โลกใบนี้อีกด้วย
จึงทำให้ชื่อของ "The Gage" ยังคงถูกเรียกแทนมาจนถึงปัจจุบันนี้

The Gage, Jazz & Marihuana Smoker

"Wrap your chops round this stick of tea. Blow this gage and get high with me
Good tea is my weakness, I know it’s bad. It sends me, gate, and I can’t wait, I’m viper mad"

หนึ่งในเนื้อความ ของเพลง "Viper Mad" ที่ผมได้แปลไว้ในบทนำ คือหนึ่งแรงบันดาลการสร้างการแทรกซึมทางวัฒนธรรม ที่มี "The Gage" เป็นตัวชูโรง ซึ่งในเพลงนี้มีการเล่นคำอย่างมากมาย เช่น กัญชา ถูกสมมติแทนด้วยคำว่า Tea (ชา) เพื่อเลี่ยงการเอ่ยถึงโดยตรง และหลากหลายผลงานเพลงในยุคนั้น มีการแฝง Counterculture ร่วมกับการประพันธ์เพลงแจ๊ส ทั้งในแง่ของความสร้างสรรค์ การบำบัด และการผ่อนคลาย คล้ายกับว่าดนตรีแจ๊สเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องไม้เครื่องมือเอนกประสงค์ All-in-One

หากเอ่ยถึง คุณค่าของกัญชาและวัฒนธรรมแจ๊ส ผมจึงขอหยิบยืมคำพูดของ ตัวพ่อแห่งวงการแจ๊ส อย่าง Louis Armstrong ที่เคยกล่าวไว้ว่า “ โธ่...เพื่อน มันทำให้คุณรู้สึกดี มันทำให้คุณผ่อนคลาย ทำให้คุณลืมสิ่งเลวร้ายทั้งหมดทั้งมวล ที่มันเกิดขึ้นกับชาวนิโกร มันทำให้คุณรู้สึกมีความหวัง และเมื่อคุณอยู่กับชาว Reefer ด้วยกัน มันจะทำให้คุณเหมือนเป็นพี่น้องหรือญาติกันจริงๆด้วย"

ZUMAPRESS.com

แต่ในท้ายที่สุดบทลงโทษ สำหรับกัญชานั้นมากเกินไป แม้แต่กับ Louis Armstrong เขาก็เจอปัญหาไม่น้อยเช่นกัน

บทเพลง The Gage และ Street Music

อีกหนึ่งตัวอย่างผลงานที่ผมนำมาฝากทุกคน ในนาม The Gage เขาศิลปินแจ๊สและแถมยังเป็น Marihuana Smoker ตัวยง คือ Stuff Smith and his Onyx Club Boys ที่ได้กล่าวถึง "The Gage" ไว้ในผลงานเพลง “Here Comes the Man with the Jive”:
"Where’s the man with the gage? There is a man from way up town.Who will take away your blues. And any time the man comes round we like to spread the news. He is known from coast to coast to every cat alive. And any time they give a toast is to the man who brings the gage. Whenever you’re feeling small, don’t care for this life at all. Light up and get really tall. Here comes the man with the gage"

Reefer Madness  เคยกล่าวไว้ว่า "หากไม่มีกัญชา ดนตรีแจ๊ส คงเป็นเพียงแค่รูปภาพเก่าๆใบหนึ่ง"
วันนี้ผมขอร่ำลากันด้วยอีกบทเพลงหนึ่ง ของ Louis Armstrong ที่ผมชื่นชอบครับ

สวัสดีครับ :)

Reference