ถ้าหากคุณลองค่อยๆปิดตาลง ในขณะที่ร่างกายกำลังสูดรับสารจากการเผาไหม้ของกัญชา บทเพลงบางเพลงที่คุณอาจจะชอบเปิดฟังซ้ำๆ ในอัลบั้มเดิมๆ หรือศิลปินคนเก่า แต่ทว่าครานี้จังหวะของตัวโน้ต หรือท่วงทำนอง อาจจะสะท้อนถึงก้นบึ้งข้างในแตกต่างออกไปจากครั้งก่อน ราวกับว่าทุกความรู้สึกในร่างกายถูกยกระดับขึ้นใหม่ทั้งหมด

กัญชากับดนตรีนั้นหากเราย้อนประวัติไปคงต้องสาธยายกันอย่างยาวนาน อย่างการเกิดขึ้นของดนตรีแจ๊สในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 คณะนักดนตรีผู้บุกเบิกหลายคน ต่างปรับตัวต่อวัฒนธรรมและต่างใช้กัญชากันอย่างแพร่หลาย อาทิเช่น Louis Armstrong ถึงแม้ว่าเขาจะเคยโดนจับที่ลอสแองเจลีส ในปี 1930 ข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครอง เขาก็ยังคงใช้มันต่อไป หรือแม้กระทั่งในปี 1930 นั้น ที่นิวยอร์คซิตี้ผู้คนต่างพากันเสพย์กัญชากันอย่างร่าเริง สนุกสนาน มีรายงานตัวเลขระบุไว้ว่า แค่เมืองนี้เมืองเดียว มีแฮชชีชบาร์เปิดให้บริการถึง 1,200 แห่ง!

Louis Armstrong ( ZUMAPRESS.com )

แล้วทำไมเสียงเพลงเหล่านั้นถึงทำให้เราได้อรรถรสมากขึ้น ในขณะที่เรา Get High ละ?

Jorg Fachner ศาสตราจารย์ ด้านดนตรี สุขภาพและสมอง ที่มหาวิทยาลัย Anglia Ruskin ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบโดยรวมในเรื่อง ดนตรี และ สมอง ของผู้บริโภคกัญชา

"เมื่อการรับรู้เวลาของคุณเปลี่ยนไปความสนใจของคุณเปลี่ยนไปเช่นกัน"  เขากล่าว

เขาได้ทำการทดลองกับอาสาสมัคร ด้วยการใช้อิเลคโทรนิคฮาโลแกรม (EEG) อุปกรณ์ที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ ของการเปลี่ยนแปลงประจุไฟฟ้าทั่วสมอง เขาทำการวัดคลื่นสมองของผู้ทดลองในขณะที่มีสติ ( ทั้งขณะฟังเพลงและไม่ฟังเพลง) โดยมีบรรยากาศของห้องนั่งเล่นที่รู้สึกผ่อนคลายและแสนสบาย เขาเลือกที่จะใช้บทเพลงต่างๆ เช่น Orchestra, Folk-Punk และ The Beatles หลังจากนั้นการทดลองได้เริ่มขึ้น เขาทำการรมควันที่มีปริมาณสาร THC 20 มก. เป็นเวลากว่า 30 นาทีเข้าสู่ห้องนั่งเล่น และผลการเปลี่ยนแปลงต่างๆในสมองของผู้เข้าร่วมทดลองจะถูกบันทึกไว้ บทเพลงต่อบทเพลง

จากผลการวิจัยนั้น บ่งชี้ว่าในสมองของผู้เข้าร่วมทดลองนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง บริเวณสมองกลีบข้าง และกลีบท้ายทอย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นพื้นที่สมองบริเวณส่วนที่ส่งผลโดยตรงต่อการรับรู้และการได้ยิน โดยเฉพาะบริเวณเยื้อหุ้มสมองกลีบข้าง เกิดการเปลี่ยนแปลงเฉพาะในความถี่ที่เรียกกันว่า Alpha ซึ่งก่อนหน้านั้นได้มีการทดลองเกี่ยวกับการคำนวณคณิตศาสตร์ ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงในสมองบริเวณส่วนนี้เช่นเดียวกัน จึงแสดงให้เห็นว่ารูปแบบกิจกรรมเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงการประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น อาจเป็นไปได้ว่ากัญชาทำให้ ประสาทรับรู้ในการฟังของเราดีขึ้น

และอีกเรื่องหนึ่งที่ผมจะลืมไม่ได้เด็ดขาดคือ คือ คณะดนตรี The Beatles หนึ่งในวงดนตรีที่ร่วมลงนามต่อต้านฏีกา การเรียกร้องคืนสิทธิการใช้กัญชาแก่พวกเขา ซึ่ง Jorg ก็ได้นำบทเพลงของพวกเขา เข้าร่วมในการทดลองด้วย สำหรับวงดนตรีวงนี้ ไม่มีใครเลยที่ไม่เสพย์กัญชา สมาชิก 3 ใน 4 ถูกจับในข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครอง เริ่มด้วย John Lennon ในปี 1968 George Harrison ในปี 1969 ซึ่งในปีนั้น Paul Mccartney รอดมาได้ แต่เขาก็โดนจับที่ญี่ปุ่น ในปี 1980 และถูกขังไปถึง 10 วัน

The Beatles ( https://nypost.com/2000/09/04/bio-bares-beatles-as-fab-4-nicators/ )

ดังนั้น ผมจึงขอนำบทเพลงของ The Beatles ที่ผมชอบและเป็นบทเพลงที่ ชาวคณะวงดนตรีนี้ เขา Get High แล้วบันทึกไว้ มาฝากคุณๆครับ

ถึงแม้ผลการทดลองเกี่ยวกับกัญชาจะเป็นอย่างไร ในทรรศนะของผมนั้นยังคงมองว่า พืชพันธุ์ที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมานี้ ไม่ได้มีพิษภัยหรือเป็นอาชญากรรมเลยแม้แต่น้อย ในโลกยุคใหม่เลย

คราวหน้าผมจะพาทุกคนกลับไปสู่วัฒนธรรมการเกิดขึ้นของฮิปปี้และกัญชา มาฝากครับ

References
https://www.leafly.com/news/science-tech/why-does-cannabis-make-music-sound-so-good
https://aru.ac.uk/people/jorg-fachner
https://www.rollingstone.com/music/music-lists/pot-sounds-the-20-greatest-weed-themed-songs-of-all-time-627951/